Friday, 13 December 2019

โรคซึมเศร้า ภัยเงียบที่ต้องรักษา

โรคซึมเศร้า เป็นภัยเงียบที่หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา พวกเธอและเขาต้องติดอยู่กับความรู้สึกหดหู่ตลอดกาล และอาจถึงขั้นปลิดชีพตัวเองเพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นภายในใจ พบความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงถึง 15-18 % โรคซึมเศร้าจึงไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกหรืออารมณ์เศร้าหมองที่ผ่านเข้ามาและจะผ่านไปได้ง่ายๆ ดังใจปรารถนา พบความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า (Lifetime risk) ในหญิงมากกว่าชาย คือ 7-12 % ในชาย และ 20-25 % ในหญิง

โรคซึมเศร้า มิได้แสดงถึงความอ่อนแอของจิตใจ แต่ผู้ที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจะไม่สามารถรวบรวมสติและพลังได้ด้วยตนเอง เปรียบเสมือนสภาวะพิการ (disabling) ที่ส่งผลเสียต่อครอบครัว การงาน และสุขภาพโดยรวมของบุคคล เป็นรองแค่โรคหัวใจขาดเลือดเลยทีเดียว

โรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีสาเหตุจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลายๆ ครั้ง ญาติใกล้ชิดสายเลือดเดียวกันของผู้ป่วย (ได้แก่ พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง) มีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วๆ ไป 2-3 เท่า การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็กพัฒนาการของจิตใจที่บกพร่องด้านความภาคภูมิใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น ความบกพร่องในการควบคุมประสานงานร่วมกันของระดับสารเคมีในสมองซีโรโทนิน (serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (norepi- nephrine) ล้วนเป็นปัจจัยตั้งต้นทำให้บุคคลมีแนวโน้มเกิดโรคซึมเศร้า บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้ง ก็จะเกิดอาการซึมเศร้า

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดพฤติกรรมร่วมกับอาการทางร่างกายต่างๆ (ตารางที่ 1) อาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นเดือนๆ หรือเป็นเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์เลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น เหตุการณ์สูญเสียบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รัก การประคับประคองหรือช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้างเป็นต้น

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่ประมาณร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมดซึ่งเป็นความชุกที่ใกล้เคียงกับระดับสากล และพบผู้ป่วยในสถานพยาบาลปฐมภูมิ 5-10 % และ 10-14 % ในผู้ป่วยในที่เจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย  โดยขณะนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้มีนโยบายในการคัดกรองผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในชุมชนต่างๆ และเมื่อพบแล้วก็จะส่งตัวไปรับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป รวมทั้งการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องโดยทีมสหวิชาชีพ

การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าอาศัยประสบการณ์ของแพทย์จากผู้ป่วยรายงานเอง พฤติกรรมที่ญาติหรือเพื่อนรายงาน และการตรวจสภาพจิต ไม่มีการทดสอบทางห้องปฏิบัติการสำหรับโรคนี้จิตแพทย์ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยของสมาคมจิตแพทย์อเมริกันฉบับที่ 5 (DSM V) เป็นแนวทางการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า  ช่วงอายุที่พบมากที่สุดอยู่ระหว่าง 20-30 ปี และช่วงระหว่างอายุ 30-40 ปี ในวัยรุ่นมักแสดงออกด้วยปัญหาพฤติกรรม เช่น ต่อต้านสังคม หนีโรงเรียน หนีเที่ยว

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 10 คนหากได้รับการรักษาด้วยยาต้านเศร้าอาการจะดีขึ้นจนหายถึง 8-9 คน ในขณะที่หากไม่รับการรักษานั้นอาการจะดีขึ้นเองเพียง 2-3 คนเท่านั้น ในระยะแรก หลังรับประทานยาต้านเศร้า ผู้ป่วยหลับได้ดีขึ้น เจริญอาหารขึ้น เริ่มรู้สึกมีเรี่ยวแรงอยากทำอะไรมากขึ้น ความรู้สึกกลัดกลุ้มหรือกระสับกระส่ายจะเริ่มลดลง ต่อมาประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไปอาการซึมเศร้าจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยากลุ่มที่ใช้กันมากในปัจจุบัน คือ ยากลุ่ม SSRI ซึ่งกลไกสำคัญคือ จะไปยับยั้งการดูดซึมซีโรโตนินกลับเข้าเซลล์ (serotonin reuptake inhibitor: SSRI) ทำให้ซีโรโตนินเพิ่มขึ้นบริเวณส่วนต่อระหว่างเซลล์ประสาท ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียงอะไรก็จะค่อยๆ ปรับยาขึ้นไปทุกๆ 1-2 สัปดาห์จนได้ขนาดในการรักษา

หลังจากที่รักษาจนผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้ว แพทย์จะให้ยาในขนาดใกล้เคียงกับขนาดเดิมต่อไปอีกนาน 4-6 เดือน เนื่องจากพบว่า ในช่วงนี้ผู้ป่วยที่หยุดยาไปกลับเกิดอาการกำเริบขึ้นมาอีกสูงเมื่อให้ยาไปจนครบ 6 เดือนโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการเลยในระหว่างนี้แพทย์จึงจะค่อยๆ ลดยาลงโดยใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนจนหยุดยาในที่สุด

แพทย์จะรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไว้ในโรงพยาบาลเมื่อ

1. ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น ไม่กินอาหารเลยอยู่นิ่งๆ ตลอดวันคิดอยากตาย หรือ พยายามฆ่าตัวตาย

2. แพทย์ต้องการตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

3. แพทย์เห็นว่าการรักษาด้วยยาต้องดูแลใกล้ชิด เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคทางกาย ผู้ป่วยสูงอายุ เป็นต้น

การรักษาด้วยไฟฟ้า (ECT) จัดเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความรุนแรง และผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาหรือจิตบำบัดไม่ได้ผล ระยะเวลาการเจ็บป่วยประมาณ 4-6 เดือนในแต่ละครั้ง เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ป่วยครั้งแรกมีโอกาสที่จะเกิดป่วยซ้ำอีกได้ แม้ว่าจะหายจากการป่วยในครั้งนี้แล้ว มีเพียง 10-15 % ที่เป็นครั้งเดียวแล้วหายขาด  ดังนั้นการป้องกันระยะยาวด้วยยาต้านเศร้ามีความสำคัญในชั่วชีวิตคนหนึ่ง โดยเฉลี่ยจะเกิดอาการ 4 ครั้ง แต่หากไม่ได้รับการรักษาและป้องกันการเกิดซ้ำ โรคจะกำเริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ และจะส่งผลต่อการรักษาที่ยุ่งยากมากขึ้น

ความรู้สึกและความคิดในแง่ลบเหล่านี้ จะทำให้ผู้ป่วยท้อแท้ต่อสถานการณ์ต่างๆ การประคับประคองทางอารมณ์จากบุคคลรอบข้างเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดได้แก่ การรับฟังความเข้าใจความอดทน ความห่วงใย การสนับสนุน และให้กำลังใจ จิตบำบัดที่นิยมใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้ผลได้แก่ จิตบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT: Cognitive and Behavioral Therapy), จิตบำบัดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal psychotherapy) และจิตบำบัดครอบครัว (Family therapy) ส่วนจิตบำบัดเพื่อให้หยั่งรู้เข้าใจตนเอง (Insight oriented psychotherapy) เหมาะสำหรับผู้ที่มีปมในใจตั้งแต่วัยเด็กฝังลึกยาวนาน แต่จะใช้เวลานานและมาพบจิตแพทย์บ่อยครั้ง และยังต้องอาศัยความร่วมมือที่ดีจากผู้ป่วย

การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของสังคมเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายเร่งด่วนด้วยการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี เข้าถึงบริการได้ง่าย ได้รับบริการที่ดีกว่ามีคุณภาพและมาตรฐานเท่าเทียมกันทั่วประเทศ (Better service) เน้นการคัดกรองบำบัดรักษาและติดตามเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง

 


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.


Skip to toolbar