Friday, 6 December 2019

Big Data กับบริการทางการแพทย์และสุขภาพ

ถ้าพูดถึงเรื่องของบริการการแพทย์และการดูแลสุขภาพกับเทคโนโลยี คนส่วนใหญ่อาจจะนึกถึงแต่เทคโนโลยีสำหรับการตรวจรักษาโรค จนกระทั่งมี Big Data เข้ามา ซึ่งต่อไปนี้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้นแบบเท่าทวีคูณ โดย Big data เข้ามามีส่วนช่วยงานด้าน Healthcare ได้อย่างมาก เนื่องจาก Big data ก็คือระบบข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อนำไปวิเคราะห์ใช้ประโยชน์นั่นเอง ซึ่งในทางการแพทย์นั้น ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล และหลากหลา ไม่ว่าจะเป็น ประวัติผู้ป่วย บันทึกของแพทย์ ผลการทดสอบทางคลินิก ข้อมูลยา ข้อมูลการเบิกค่ารักษา ข้อมูลเชิงเศรษฐสังคมของผู้ป่วย ไปจนถึงข้อมูลใหม่ๆจากอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ และข้อมูลอื่นๆที่ได้จาก Social media ต่างๆ โดยข้อมูลเหล่านี้มีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งในเชิงขนาดของข้อมูล รูปแบบและความเร็วในการผลิตข้อมูล ซึ่งเหมาะอย่างมากกับการใช้เทคนิคการวิเคราะห์แบบ Big Data

ดังนั้น ในยุคนี้ Big Data กับบริการทางการแพทย์และการสุขภาพ จึงกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาต้องมีการเก็บข้อมูลพื้นฐาน ประวัติผู้ป่วน บันทึกอาการ ผลการตรวจจากห้องทดสอบ ผลวินิจฉัย รวมไปถึงวิธีการดูแลรักษาทั้งในระยะพักฟื้นและระยะยาว ซึ่งการบันทึกข้อมูลต่างๆ ไว้ในฐานข้อมูลที่เปิดให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงประวัติอาการป่วยได้ รวมถึงแชร์ข้อมูลให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ดูแลได้ด้วย นอกจากจะช่วยอัพเดทให้ฐานข้อมูลมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา ยังช่วยให้ผู้ป่วยที่สามารถวิเคราะห์อาการของโรคในเบื้องต้นและช่วยในการปรึกษาแพทย์ หรือเป็นบันทึกช่วยจำ หรือคาดการณ์โอกาสเสี่ยงจะกลับมาเจ็บป่วยได้อีก นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลทั้งหมดของผู้ป่วยแต่ละคน(จำนวนมาก) อาการ และโรคแต่ละแบบ ส่งผลดีในระยะยาว คือช่วยขยายฐานข้อมูลอาการป่วยอีกด้วย โดยในปัจจุบัน Big Data จะใช้ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ ทั้งในเรื่องของการวิจัยพัฒนา การดูแลรักษาเมื่อมีอาการเจ็บป่วย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพ ทั้งนี้ การนำ Big Data มาใช้กับ Healthcare

ในปัจจุบัน มีตัวอย่าง ดังนี้

  • หนึ่งในบทบาทสำคัญของ Big data ในสายงานด้านการแพทย์และสุขภาพคือ คือการนำเทคนิค Big data มาใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพในระดับมหภาค เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์โรคระบาด เพื่อแจ้งเตือนให้คนไข้เข้ารับการรักษาที่ถูกต้องตามกำหนด เพื่อการจัดเพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม เพื่อประเมินจุดอ่อนและข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา ตลอดจนเพื่อให้ฝ่ายวิจัยพัฒนา สามารถนำข้อมูลไปประเมินสำหรับการค้นคว้าวิจัย หาวิธีรักษาใหม่ หรือสร้างอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใหม่ขึ้นมา
  • การที่โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการสาธารณสุขมีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้อมูลเชิงพันธุกรรม ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการใช้ชีวิต ตลอดจนข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ เช่น สายรัดข้อมือ นำไปสู่ Predictive analytic หรือ การนำระบบฐานข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยมาช่วยในการพยากรณ์โรคที่มีแน้วโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสมทำให้ผลการรักษาที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ มีสถิติการรักษาที่ดีขึ้น โดย Big Data มีระยะการเก็บข้อมูลที่สูงมากจึงทำให้สามารถประเมินอนาคตได้อย่างแม่นยำ
  • การที่แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยได้จากทุกที่ ทุกเวลา และทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีฉุกเฉิน และการที่ผู้ป่วยสามารถส่งต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างปลอดภัย สามารถช่วยให้การให้บริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไปจนถึงลดความผิดพลาดที่เกิดจากปัจจัยอื่นในขั้นตอนของการวินิจฉัย นับเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มาช่วยส่งเสริมบริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพในรูปแบบของการร่วมมือกัน จะเห็นได้ว่า Big Data ให้ผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ป่วย แพทย์ และนักวิจัยต่างต้องการ Big Data เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรักษา หรือดูแลร่างกายให้เเข็งแรงเป็นการป้องกันการเจ็บป่วย การวิจัยพัฒนา การส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้น Big Data ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับหน่วยงานด้านการแพทย์และสุขภาพ แต่เป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยในการดำเนินงานให้สะดวกและให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธผลที่มากขึ้น นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น

ที่มา ดร.อภิชาติ ธนานันท์ ฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ | สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.


Skip to toolbar