Friday, 13 December 2019

11 วิธีการดูแลตัวเองเมื่อรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์

เมื่อได้รู้ว่าเรากำลังจะเป็นคุณแม่ รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตเล็กๆกำลังก่อรูปก่อร่างเป็นลูกน้อยของเรา อยู่ภายในท้อง ในร่างกายของเราเอง ถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังจะได้ทำหน้าที่ของเพศแม่ เป็นการเติมเต็มชีวิตของลูกผู้หญิงให้สมบูรณ์ ความรู้สึกปลาบปลื้ม มีความสุข ดีใจระคนปนกับความกังวล วิตกในการประคบประหงม ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ เราจึงต้องหันมาใส่ใจตัวเองให้มากขึ้นกว่าเมื่อครั้งยังไม่ตั้งครรภ์ เพราะต้องดูแลอีกหนึ่งชีวิตในท้องเราให้ดีที่สุด ให้เติบโต สมบูรณ์ในทุกด้าน พร้อมที่จะลืมตาดูโลก

คุณแม่จึงต้องเอาใจใส่ในการดูแลตัวเองให้มากขึ้นโดยจะต้องเน้นในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

(1) อาหาร

เมื่อตั้งครรภ์ร่างกายคุณแม่ต้องการอาหารเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพ ทั้งเพื่อตัวคุณแม่เองและพัฒนาการของทารก โดยหลักๆ คือการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ คือคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่

  • โดยควรเพิ่ม อาหารจำพวกโปรตีนให้มากกว่าเดิม 5 เท่า เนื่องจากทารกต้องการโปรตีนเพื่อสร้างเนื้อเยื้อต่างๆ
  • เลือกกินไขมันรวมไม่อิ่มตัวจากน้ำมันพืช เช่นน้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันงา น้ำมันถั่ว น้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งมีประโยชน์กว่าน้ำมันพืชจากสัตว์
  • อาหารที่มีวิตามิน A ซึ่งพบมากในผักสีเหลือง เช่น มะละกอ แครอต ผักใบเขียว เช่น ผักโขม ผลไม้ เช่นแคนตาลูป อาหารที่มีวิตามิน E สูงเช่น จากน้ำมันพืช ข้าวสาลี ผักใบเขียว  ส่วนวิตามิน C มีมากในผักรสเปรี้ยวอมฝาด เช่น มะกอก ผักกระโดน ผักติ้ว ผลไม้เช่น ส้ม มะขาม อาหารที่มีวิตามิน B มีมากในธัญพืช พืชตระกูลถั่ว นมพร่องไขมัน ปลาทูน่า ส่วนวิตามิน D ได้จากนมและแสงแดดอ่อนๆ
  • กรดโฟลิกเป็นแร่ธาตุจำเป็นในการสร้างเลือด ซึ่งมีในผักใบเขียว ข้าวสาลี บร็อคโคลี่ พืชตระกูลถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น
  • ธาตุเหล็กมีมากในเนื้อไม่ติดมัน พืชตระกูลถั่ว ลูกเกด ลูกพรุน มันฝรั่ง
  • แคลเซียมซึ่งสร้างกระดูกและฟัน มีมากในปลาเล็กปลาน้อย กะปิ นม ผักใบเขียว หอย สาหร่ายทะเล
  • สังกะสีมีมากในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล สัตว์ปีก ธัญพืช

หากต้องการกินวิตามิน A หรือ E แบบเป็นเม็ดควรกินตามที่แพทย์สั่ง เพราะอาจเกิดการสะสมของวิตามิน A และ E มากเกินจะเป็นพิษต่อร่างกายได้

นอกจากนี้ควรลดของมัน เลี่ยงอาหารรสจัด เช่น เค็มจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด เลี่ยงผงชูรส สารพิษในอาหาร เช่นผงฟู บอเร็กซ์ อาหารกระป๋อง ผักและผลไม้ดอง ซุปกระป๋อง อาหารที่ทำให้เกิดกรดและก๊าซในกระเพาะอาหาร เช่น น้ำอัดลม ควรจำกัดน้ำตาล ของหวาน เครื่องดื่มกาแฟ ชาดำ และที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน

(2) การพักผ่อนและการนอนหลับ

ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับแม่ตั้งครรภ์ เพราะคุณแม่มักอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย จึงต้องการพักผ่อนมากขึ้น ควรนอนพักทุกช่วงบ่ายเป็นเวลาครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง สำหรับกลางคืนควรนอนให้ได้ 8 ชั่วโมง ควรนั่งพักในท่าที่สบาย ควบคู่ไปกับการทำจิตใจให้สบาย เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายแม่และลูกเป็นไปตามปกติ เด็กจะมีอารมณ์ดีตามคุณแม่

(3) งดยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ยาเสพติดทำให้มีผลเสียทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้ทารกมีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ เป็นสาเหตุทำให้เกิดการแท้งได้ เนื่องจากได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ

(4) การทำงาน

หญิงมีครรภ์สามารถทำงานได้ตามขอบเขตภาวะของการตั้งครรภ์ของแต่ละคน ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การนั่งหรือยืนนานๆ ฝึกการทำงาน นั่งทำงาน ยืน เดินในอิริยาบถที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงการทำงานในที่ที่มีมลพิษจะมีผลต่อเด็กในครรภ์

(5) ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้นระบบลำไส้และการย่อยอาหารดีขึ้น นอนหลับง่ายขึ้น คุณแม่สามารถออกกำลังกายเบาๆ เช่น ว่ายน้ำในช่วงอายุครรภ์ได้ 4-8 เดือน เดินเล่น ทำงานบ้านในอิริยาบทที่ถูกต้อง ไม่ให้ชีพจรเต้นเร็วเกิน 120 ครั้งต่อนาที ออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ตามท่ากายบริหารก่อนคลอดทุกวัน ระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะออกกำลังกาย

(6) เพศสัมพันธ์

โดยปกติถ้าคุณแม่มีสุขภาพแข็งแรง สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เรื่อยๆ ควรเลือกท่าที่ไม่กระทบกระเทือนเด็กในท้อง หากมีญาติหรือเคยมีประวัติแท้งบ่อยควรงดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 3 เดือนแรก และในช่วงเดือนที่ 9 ซึ่งท้องใหญ่มาก มดลูกโตถึงกระดูกลิ้นปี่ ควรงดเว้นการร่วมเพศ

(7) งดสูบบุหรี่หรืออยู่ห่างจากไกลควันบุหรี่ของคนข้างเคียง

ควันบุหรี่มีนิโคตินซึ่งเป็นสาเหตุของหลอดเลือดหดเล็กหรือตีบและเกร็ง ส่งผลทำให้การไหลเวียนเลือดลดลงและการลำเลียงของเสียช้าลง มีผลทำให้ทารกในครรภ์ได้รับออกซิเจนน้อยลง เซลล์ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เด็กจึงมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

(8) ไม่ควรซื้อยากินเอง

ทั้งนี้เนื่องจากมียาหลายตัวที่เป็นอันตรายต่อทารก ยาปฏิชีวนะ ยาลดกรดในกระเพาะ ยาแก้ปวดหัวตัวร้อน ยาแก้ไอ ยากล่อมประสาท ยารักษาเบาหวาน ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้ทุกชนิด ยาเหล่านี้สามารถผ่านรกไปสู่ทารกและก่ออันตรายได้

(9) ยารักษาความสะอาดของร่างกาย

ในระหว่างตั้งครรภ์ต่อมใต้ผิวหนังมีการทำงานมากขึ้น ทำให้มีเหงื่อออกมาก ควรอาบน้ำถูสบู่ให้สะอาด เส้นผมมันกว่าปกติและลีบติดศีรษะจึงต้องสระผมทุกวัน บางครั้งอาจมีรังแคออกมาเป็นสะเก็ดสีเหลืองหรือขาว แก้ไขโดยใช้แชมพูขจัดรังแค งดใช้แฮร์โลชั่นหรือแฮร์เจลที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสม ไม่ควรสวนล้างบริเวณช่องคลอด เพราะเป็นการทำลายแบคทีเรียหลายชนิดที่มีอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งมีหน้าที่รักษาสมดุลของเชื้อชนิดต่างๆ จึงควรถูสบู่ล้างแต่ภายนอกเท่านั้น

ในระหว่างตั้งครรภ์มักมีปัญหาเหงือกและฟันมากกว่าปกติจากการกินจุกจิก แต่ไม่ได้แปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร อีกประการหนึ่งฮอร์โมนที่มีระดับสูงขึ้นทำให้เนื้อเยื่อขยายตัว เหงือกบวมง่ายขึ้น จึงควรแปรงฟันเพื่อป้องกันฟันและเหงือกอักเสบ

(10) การแต่งกาย

เมื่อรู้สึกว่าชุดธรรมดาที่เคยสวมใส่นั้นเล็กเกินไป ควรเลือกชุดคลุมท้องแทน เลือกให้ใหญ่มากพอสำหรับท้อง 9 เดือน และเปลี่ยนชุดนอนใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม การใส่เสื้อผ้ารัดรูปจะทำให้เลือดไหลย้อนกลับจากเท้าขึ้นข้างบนได้ยาก ทำให้มีโอกาสเป็นหลอดเลือกขอดที่ขาได้ กางเกงและเสื้อชั้นในควรทำจากผ้าฝ้ายเพราะระบายความร้อนได้ดี คนท้องจะมีเหงื่อมากกว่าปกติ ทำให้ขาหนีบมีความเปียกชื้นตลอด เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดเชื้อรา

(11) การฉีดวัคซีน

แพทย์จะให้คำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีน โดยปกติจะฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ส่วนวัคซีนที่ห้ามฉีดขณะตั้งครรภ์คือ หัด คางทูม หัดเยอรมัน ส่วนวัคซีนอื่นๆ นั้นแล้วแต่ความเสี่ยง


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.


Skip to toolbar